วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

ประวัติสามก๊ก ประวัติเล่าปี่ เหี้ยนเต๊ก

ประวัติสามก๊ก ประวัติเล่าปี่ เหี้ยนเต๊ก

พระเอกเจ้าน้ำตา นั่นคือภาพพจน์ที่อาจจะเด่นชัดที่สุดของเล่าปี่ในสามก๊ก ผมเชื่อว่าทุกคนที่เคยอ่านสามก๊กหรือดูหนังและการ์ตูนเกี่ยวกับสามก๊กในสมัยเด็กนั้น ร้อยทั้งร้อยต้องชมชอบเล่าปี่และถือว่าเขาเป็นพระเอกผู้ทรงคุณธรรม เพราะตามเนื้อเรื่องของสามก๊กมันเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อโตขึ้นมีความคิดอ่านมากขึ้น แล้วได้โอกาสกลับไปอ่านสามก๊กอย่างละเอียดอีกครั้ง กว่า50-60 % มักจะพูดคล้ายกันว่าเริ่มชอบโจโฉที่เป็นผู้ร้ายจอมโหดบ้าอำนาจในสามก๊กมากกว่า ทำไมเป็นงั้น....

เล่าปี่เป็นคนที่มีคุณธรรมจริงหรือ คำถามนี้คงยากที่ใครจะตอบได้มันก็เหมือนกับการที่เราถามว่าจริงๆแล้วจูเลียส ซีซาร์ นโปเลียน คนเหล่านี้เป็นคนดีหรือไม่ แล้วทำไมคนอย่างฮิตเลอร์ที่เคยช่วยเยอรมันจนฟื้นตัวจากสงคราม กลับมาเป็นผู้ที่ทำให้เกิดสงครามที่รุนแรงกกว่าเดิม

เอาตัวอย่างง่ายที่สุดคือจริงๆแล้วโจโฉภักดีต่อราชวงศ์หรือมีใจคด

คำถามพวกนี้มันเป็นคำถามที่ไม่อาจตอบได้เพราะคนที่รู้มีเพียงตัวคนผู้นั้น

แต่จากการกระทำ คำพูดของตัวคนที่ได้แสดงออกมา บางครั้งมันก็พอจะทำให้เราประเมินหรือรู้สึกถึงเบื้องหลังแอบแฝงในการกระทำนั้นได้

ดังเช่นเรื่องราวของเล่าปี่ คนทอเสื่อผู้ครองใจคน เปี่ยมด้วยคุณธรรม ผู้นำใจเมตตา หรือจริงๆแล้วจะเป็นบุรุษผู้มีใจทะยานอยาก เชื้อพระวงศ์จอมปลอม ผู้สวมหน้ากากแห่งความดี ก็ยากจะตอบได้ชัดเจน

และในขณะเดียวกัน เล่าปี่นั้นแม้จะไม่ได้มีความสามารถมากมายอะไรเมื่อเทียบกับโจโฉหรือขงเบ้ง แต่เหตุใดจึงผงาดขึ้นมายืนอยู่เหนือเหล่าผู้กล้าแห่งยุคสามก๊กที่มีมากมายนับหมื่นได้ นั่นเพราะเล่าปี่เอง มีคุณสมบัติเพียงบางประการ แต่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่จะเป็นผู้นำ จะเป็นอะไรนั้นลองติดตามอ่านกันดู



ประวัติโดยย่อ


เล่าปี่ หรือหลิวเป่ย ชื่อรองคือเหี้ยนเต๊ก เกิดปีค.ศ.161 เป็นชาวเมืองตุ้นกวน มีอาชีพเป็นคนทอเสื่อ ซึ่งตัวเขานั้นอ้างว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากจงซานเจิ้งอ๋อง ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ระดับพระยาผู้ครองเมืองตุ้นกวน แต่เมื่อมาถึงรุ่นลูกก็ตกต่ำและถูกราชสำนักปลดออก จนต้องมาใช้ชีวิตแบบสามัญชน

เมื่อบิดาสิ้นลง เล่าปี่ก็มาใช้ชีวิตที่หมู่บ้านเล่าซองซุน โดยอยู่กับแม่ตามลำพัง เอกลักษณ์เด่นอันเป็นจุดที่สะดุดตาของเล่าปี่นั้นก็คือ สูง 8 ฟุตมีมือยาวถึงเข่า หูยาน หน้าขาวดั่งหยก ริมฝีปากสีแดงชาด

เฉินโซ่วและหลอกวนจงบรรยายถึงนิสัยของล่าปี่ว่าในวัยเด็กนั้นมีนิสัยสุภาพเรียบร้อย คบคนง่าย เป็นที่รู้จักในละแวกนั้นโดยทั่ว อีกอย่างคือเป็นคนที่เก็บความรู้สึกเก่ง ไม่ว่าจะเสียใจหรือดีใจจะไม่แสดงออกทางใบหน้า

เมื่อวัยเด็กเคยมีหมอดูมาทักว่าที่บ้านของเล่าปี่มีต้นหม่อนขึ้น ซึ่งมีลักษณะเหมือนฉัตรของรถทรงฮ่องเต้ จึงทำนายว่าเมื่อโตไปแล้วจะเป็นผู้มีบุญญาธิการ

เล่าปี่ในวัยเด็กนั้นได้รับเอ็นดูจากผู้ใหญ่หลายคนจึงได้รับการส่งเสียให้เรียนหนังสือกับอาจารย์โลติด แต่ไม่ค่อยจะตั้งใจเรียนนัก และมักจะชวนเพื่อนฝูงให้เที่ยวเล่นมากกว่า ซึ่งเพื่อนสนิทของเขาที่มาเรียนด้วยกันตอนนั้นคือกองซุนจ้าน

ซึ่งเรื่องการไม่ชอบเรียนหนังสือของเล่าปี่นี้ก่อให้เกิดปมด้อยซึ่งผู้คนในสามก๊กติฉินนินทาในภายหลัง นั่นคือเขาเป็นคนที่อ่านหรือเขียนหนังสือไม่ค่อยจะเป็น เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ด้วย

แม้จะไม่ชอบเรียน แต่การที่เขาชอบสมาคมกับผู้อื่นและเข้ากับผู้คนได้ง่ายทำให้เขาเป็นคนมีเพื่อนมาก และไม่รู้ว่าเพราะอะไร เล่าปี่นั้นเป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้อื่นเข้าหาได้อย่างน่าประหลาด

เมื่อโตเป็นวัยรุ่น เขาก็ยังทำอาชีพทอเสื่ออยู่ จนวันหนึ่งได้พบป้ายประกาศรับสมัครทหารอาสาในการปราบโจรผ้าเหลือง

ตอนนั้นเป็นสมัยของพระเจ้าเลนเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ซึ่งการบริหารงานภายในเละเทะมาก จนเหล่าชาวนาทั่วประเทศตัดสินใจลุกฮือขึ้นและกลายเป็นกองโจรผ้าเหลืองที่เที่ยวปล้นฆ่าไปทั่ว ผิดจากความตั้งใจเดิมในการก่อตั้ง

ทางการไม่อาจปราบโจรเหล่านี้ได้ เพราะการทหารของราชสำนักอ่อนแอมาก จึงมีการประกาศหาทหารอาสาจากทั่วแผ่นดินเพื่อปราบโจร ซึ่งเล่าปี่ก็เป็นคนหนึ่งที่คิดจะเข้าร่วม แต่เขาไร้ทุนรอนที่จะทำการใดๆ แล้วในตอนนั้นเขาก็ได้บังเอิญพบกับกวนอูและเตียวหุยผู้เป็นยอดฝีมือโดยบังเอิญ

เล่าปี่เป็นคนที่ชอบการดื่มสุราและเข้ากับคนง่าย ดังนั้นเมื่อเจอกันครั้งแรกสิงห์สุราทั้งสามจึงคุยกันอย่างถูกคอ และเมื่อต่างก็มีอุดมการณ์ที่จะช่วยชาติเช่นกัน พวกเขาจึงพากันไปสาบานที่สวนท้อหลังบ้านของเตียวหุยว่าจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านและจะขอตายวันเดือนปีเดียวกัน

ภายหลังคำสาบานอันหลังสุด ถือว่าใกล้เคียงเพราะทั้งสามคนต่างก็ตายไปในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ราวกับต่างตายตกตามกันไป

เรื่องการสาบานเป็นพี่น้องนี้ "เล่าชวนหัว" เคยวิเคราะห์ว่าความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะประเพณีการร่วมสาบานเป็นสิ่งที่เพิ่งจะมาเกิดขึ้นสมัยราชวงศ์หมิงซึ่งหลังจากนี้กว่าพันปี แต่ส่วนตัวแล้วผมว่าทั้งสามคนน่าจะสาบานกันจริง เพราะในสมัยราชวงศ์ซ้องซึ่งอยู่ก่อนหน้าราชวงศ์หมิงนั้น เตียวคังเอี๋ยนหรือจ้าวควงเอี้ยน ปฐมกษัตรย์ซ้องก็มีพี่น้องร่วมสาบานอยู่สามคน ดังนั้นเรื่องประเพณีนี้น่าจะมีมานานแล้วแต่อาจไม่แพร่หลาย แล้วอาจจะเพิ่งจะมานิยมในสมัยราชวงศ์หมิง ด้วยเหตุผลข้างต้น ผมจึงเชื่อว่าเล่าปี่ กวนอู แลเตียวหุยสาบานเป็นพี่น้องกันแน่

เข้าเรื่องต่อ จากนั้นสามพี่น้องก็พากันไปสมัครเป็นทหารอาสาและรวบรวมชาวบ้านที่มีความคิดเหมือนกันได้กว่าห้าร้อยคน ตั้งเป็นกองทหารอาสาขึ้น จากนั้นตัวเขาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับกองทหารอำเภออานสี่นำทัพออกปราบโจรผ้าเหลืองในพื้นที่โดยรอบอย่างได้ผล

ค.ศ.184 ในปีเดียวกันนี้ สามผู้นำของโจรผ้าเหลืองได้ตายลง แม้จะยังไม่อาจปราบคนกลุ่มนี้ลงได้หมด แต่การขาดแกนนำก็ทำให้การลุกฮือของพวกเขาไม่อาจดำเนินการต่อได้ ดังนั้นเหล่าแม่ทัพนายกองที่ช่วยเหลือในการปราบโจรหนนี้จึงได้รับการแต่งตั้งและรับพระราชทานตำแหน่งกันถ้วนหน้า

เล่าปี่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอเมืองอานสี่ แต่ก็ไม่อาจอยู่ได้นานเพราะผู้ตรวจการของราชสำนักต้องการสินบน แต่เล่าปี่ไม่ให้ เตียวหุยชิงชังขุนนางทุจริตจึงลงมืออัดผู้ตรวจการจนปางตาย จากนั้นทั้งสามจึงพากันหนีไป

เล่าปี่เคว้งคว้างอยู่สองปีกว่า ช่วงนี้แทบไม่พูดถึงเล่าปี่นักว่าไปทำอะไรอยู่ที่ไหน เชื่อกันว่าเขาคงตั้งกลุ่มรวบรวมคนหนุ่มขึ้นมาอยู่กับพวกตนเอง อาจจะไม่ถึงขั้นกองโจรแต่ก็น่าจะเป็นกลุ่มที่มีพลังและอิทธิพลระดับท้องถิ่นพอสมควร และสุดท้ายก็ไปอยู่ใต้สังกัดของกองซุนจ้านซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเรียน ตัวกองซุนจ้านเวลานั้นโด่งดังมากในฉายาอัศวินม้าขาวและเป็นผู้มีอิทธิพลแถบเมืองปักเป้งทางตอนเหนือ

กองซุนจ้านตั้งเล่าปี่ไปเป็นนายอำเภอเมืองผิงหยวน โดยมีกวนอูกับเตียวหุยเป็นผู้ช่วย และเริ่มสะสมกำลังของตนเองขึ้นมา เล่ากันว่าตอนที่เขาปกครองดูแลอำเภอผิงหยวน ผู้คนต่างก็รักใคร่เขา เพราะความที่เข้าถึงผู้คนทุกระดับและเข้ากับคนได้ง่าย ไม่ถือตัว แม้ว่าในเรื่องการปกครองเขาจะไม่ได้โดดเด่นหรือทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันนัก แต่ชาวบ้านก็รักเขามาก นี่นับเป็นเส่นห์เฉพาะตัวของเล่าปี่ที่ใครคนอื่นในยุคนั้นไม่อาจเลียนแบบได้

ปีถัดมา ค.ศ.189 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในราชสำนักและกระเทือนไปทั้งแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าเลนเต้สวรรคต โฮจิ๋นขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแต่กลับถูกพวกสิบขันทีลอบฆ่า จากนั้นอ้วนเสี้ยวและโจโฉก็เข้าล้างบางพวกขันทีจนหมดสิ้น แต่กลับเสียรู้ให้ตั๋งโต๊ะที่นำกองทัพนับแสนจากเสเหลียงเข้ามาควบคุมสถานการณ์ในเมืองหลวง ผลสรุปคือตั๋งโต๊ะทำการยึดอำนาจปลดรัชทายาทเล่าเปี๋ยนและตั้งเล่าเหียบองค์ชายรองขึ้นเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ ส่วนตนนั่งแท่นควบคุมกำลังทหารและการบริหารงานทั้งหมด ในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ

การทำรัฐประหารของตั๋งโต๊ะรวดเร็วฉับไวเกินกว่าที่เหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางและแม่ทัพในเมืองหลวงจะทันตั้งตัวและคาดคิด กว่าจะรู้ตัวกำลังทหารที่ประจำในเมืองหลวงก็กลายเป็นกองทหารเสเหลียงของตั๋งโต๊ะจนหมด เหล่าขุนนางที่คิดต่อต้านต่างก็ถูกเก็บไปจนหมด อ้วนเสี้ยวได้แต่เผ่นหนีออกมาและไปรวบรวมกำลังทหารที่ถิ่นฐานของตน โจโฉซึ่งคิดลอบสังหารตั๋งโต๊ะแต่พลาด ก็หนีออกมาที่บ้านเกิดและส่งพระราชโองการปลอมไปทั่วแผ่นดินเพื่อรวบรวมอาสาสมัครเหล่าผู้กล้าให้มาร่วมกันปราบตั๋งโต๊ะ

กองซุนจ้านเป็นขุนศึกคนหนึ่งที่ตอบรับในการเข้าร่วมทัพพันมิตร เล่าปี่ซึ่งเป็นนายกองในสังกัดจึงเข้าร่วมด้วยโดยมีกวนอูและเตียวหุยเป็นทหารผู้ช่วยในตำแหน่งนายทหารม้ามือเกาทัณฑ์

ทัพพันธมิตรซึ่งได้อ้วนเสี้ยวเป็นผู้นำจึงเข้าปะทะกับกองทัพของตั๋งโต๊ะที่ด่านฮูเลา โดยในการศึกช่วงแรก ฝ่ายตั๋งโต๊ะได้ส่งฮัวหยงแม่ทัพเอกของตั๋งโต๊ะออกศึก โดยทำการท้าดวลเหล่านักรบของทัพพันธมิตร

ฝ่ายพันธมิตรส่งนักรบชื่อดังออกไปรบหลายคน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้จนหมด สุดท้ายกวนอูซึ่งตอนนั้นเป็นเพียงทหารเลวจึงได้ขออาสา และก็สามารถเอาชัยต่อฮัวหยงได้ในกระบวนเดียวเป็นที่ลือลั่นและชื่อของกวนอูก็ดังทั่วแผ่นดิน

คราวนี้ลิโป้แม่ทัพอันดับหนึ่งของฝ่ายตั๋งโต๊ะและยังป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเทพสงครามของยุคนั้นจึงออกโรงเอง เตียวหุยจึงขออาสาบ้างโดยรบกับลิโป้ได้อย่างสูสี จากนั้นกวนอูและเล่าปี่จึงพากันออกไปรุมกระหน่ำใส่ลิโป้จนเกิดเป็นเรื่องราว 3 พี่น้องร่วมสาบานรบลิโป้ และทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาโด่งดังไปทั่วหล้าในศึกคราวนี้เอง

ลิโป้สมชื่อเทพสงคราม แม้ใช้สามคนรุมก็ยังไม่อาจเอาชีวิตเขาได้ ทำได้เพียงไล่ต้อนให้ลิโป้ต้องล่าถอยไปเท่านั้น ฝ่ายพันธมิตรจึงนำทัพเข้าปะทะอย่างต่อเนื่องแต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจตีด่านได้แตกและต้องถอยไปตั้งมั่นชั่วคราว

เมื่อกลับเข้าค่ายพวกเล่าปี่ได้รับคำชื่นชมอย่างมาก แต่ด้วยความที่พวกเขาไร้ตำแหน่งจึงยังมีผู้คนอิจฉาไม่น้อย ประกอบกับในทัพพันธมิตรเกิดความแตกแยกกัน เพราะเหล่าขุนศึกที่มาในครั้งนี้ส่วนใหญ่มาเพื่อสร้างภาพพจน์ของตนเองต่อประชาชน ไม่คิดจะขับไล่ตั๋งโต๊ะอย่างจริงจัง ดังนั้นเมื่องตั๋งโต๊ะทำการเผาเมืองหลวงลกเอี๋ยงและย้ายผู้คนไปยังเมืองเตียงฮัน แทนที่พันธมิตรจะไล่ติดตามกลับเอาแต่ฉลองชัยชนะอยู่ภายในค่าย

ฝ่ายเล่าปี่ซึ่งขึ้นอยู่กับกองซุนจ้านนั้นได้ติดตามกองซุนจ้านกลับไปยังถิ่นทางเหนือของตัวเอง และจากนั้นไม่นานทัพพันธมิตรก็แยกสลายกันไป

จากนั้นไม่นานกองซุนจ้านก็เกิดผิดใจกับอ้วนเสี้ยวเพราะอ้วนเสี้ยวได้สังหารน้องชายของเขาตาย โดยเรื่องคืออ้วนเสี้ยวได้ส่งหนังสือลวงไปให้กองซุนจ้านช่วยกันตีฮันฮกแห่งกีจิ๋วเพื่อแบ่งดินแดนกัน จากนั้นอ้วนเสี้ยวก็ลวงฮันฮกว่าจะยกทัพมาช่วยแต่กลับเข้าจู่โจมเมืองกิจิ๋วจนแตกพ่ายและจับฮนฮกสังหารและได้ครอบครองดินแดนกิจิ๋วทั้งหมด กองซุนจ้านเมื่อรู้เรื่องจึงเดินทางมาเพื่อขอส่วนแบ่งแต่กลับถูกอ้วนเสี้ยววางกำลังทหารดักซุ่มและน้องกองซุนจ้านก็ตายไปในระหว่างที่กำลังหนีตาย

ตอนที่กองซุนจ้านกำลังหนีอย่างหัวซุกหัวซุนนั้นก็ได้อัศวินขี่ม้าขาวไร้ชื่อนามจูล่งมาช่วยไว้ และเมื่อพวกเล่าปี่ซึ่งเป็นกองหนุนไปสมทบ ก็ได้ช่วยเอากองซุนจ้านจนรอดจากความตายและกลับสู่ที่มั่นได้

เล่าปี่ประทับใจในตัวของจูล่งและอยากได้มาร่วมงานแต่จูล่งนั้นไออกปากแล้วว่าจะรับใช้กองซุนจ้าน ด้วยความมีสัจจะจึงไม่คิดตีจาก ซึ่งเล่าปี่ก็ได้แต่อาลัย จนจูล่งประทับใจและรับปากว่าสักวันจะไปอยู่ด้วย หากว่ากองซุนจ้านต้องมีอันเป็นไป

ต่อมาหลังจากนั้นที่เมืองชีจิ๋ว โตเกี๋ยมเจ้าเมืองได้ส่งสาส์นไปขอความช่วยเหลือจากขงหยงซึ่งเป็นเจ้าเมืองตระกูลสูงคนหนึ่ง เพราะโจโฉนำกองทัพจะมาบุกขยี้ชีจิ๋ว ขงหยงจึงได้แนะนำเล่าปี่ซึ่งอยู่ใกล้กัน ให้นำทัพไปช่วยเหลือ เพราะตนเองไม่มีกำลังทหารมากพอ

เล่าปี่รีบนำทัพไปช่วยเหลือ โตเกี๋ยมนั้นรู้สึกขอบคุณเล่าปี่มาก และเหล่าขุนนางนายทหารในเมืองต่างก็ประทับใจในบุคลิกของเล่าปี่ ตัวของโตเกี๋ยมจึงยกตำแหน่งเจ้าเมืองชีจิ๋วให้ ซึ่งเล่าปี่ได้บอกปัดไปถึงสามครั้ง แต่สุดท้ายก็จำต้องรับตำแหน่งเพื่อเตรียมรับมือกับทัพของโจโฉที่กำลังใกล้เข้ามา

แต่เผอิญว่าโจโฉต้องยกทัพกลับไปเสียก่อนเพราะโดนลิโป้เข้าตลบหลัง เล่าปี่จึงได้ครองเมืองชีจิ๋วเพียงผู้เดียว

เมืองชีจิ๋วถือเป็นฐานกำลังที่สำคัญแห่งหนึ่ง เดิมทีเล่าปี่นั้นคงคิดใช้ที่นี่เป็นฐานที่มั่นในการกระโจนเข้าร่วมการแย่งชิงแผ่นดิน เพราะตอนนั้นเหล่าขุนศึกทั้งหลายต่างก็หาที่มั่นของตนกันได้เกือบหมดแล้ว

พูดถึงเรื่องการบอกปัดชีจิ๋วสามครั้งนั้น บางทีอาจเป็นเรื่องที่นิยายแต่งเสริมขึ้นเพื่อเสริมคุณธรรมให้เล่าปี่ เพราะการบอกปัดของเล่าปี่มันดูเป็นการเสแสร้งจนน่ารำคาญ ไม่แน่ว่าที่จริงแล้วเขาอาจจะบอกปัดไปเพียงครั้งเดียวเพื่อเป็นมารยาท เพราะเล่าปี่นั้นอยากได้ชีจิ๋วแน่นอน ตัวเองครองใจประชาชนเหล่าขุนนางได้แล้ว หากตีจากไปนั่นก็ไม่ใช่เล่าปี่แล้ว

ถ้าเล่าปี่ไม่อยากได้ชีจิ๋วจริงล่ะก็ หากถูกขอให้รับเมืองชีจิ๋วไว้เมื่อถึงครั้งที่สองเขาควรต้องตีจากและกลับถิ่นเดิมไป แต่นี่กลับยังคงอยู่นอนรอที่ชีจิ๋วโดยมีข้ออ้างคือกลัวว่าโจโฉจะบุกมาอีก

โจโฉยังบุกมาไม่ได้เพราะต้องติดพันศึกกับลิโป้ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ความจริงเขากำลังนอนรอให้คนเอาตราเจ้าเมืองมาประเคนถึงที่ต่างหาก ตัวเองจึงจะเป็นเจ้าเมืองแทนอย่างไม่น่าเกลียด และการปฏิเสธไม่รับในทันทีก็เป็นกลยุทธ์ในการผูกใจคน ที่ค่อยๆทำให้ใจคนอ่อนทีละน้อยๆ นับว่าเป็นคนแรกของยุคที่ใช้วิธีทางจิตวิทยาแบบนี้ก็ว่าได้

เล่าปี่ครองชีจิ๋วได้เกือบหนึ่งปี ก็มีคราวต้องเสียเมืองเมื่อลิโป้ซึ่งพ่ายศึกต่อโจโฉเดินทางมาขอพึ่งพิง โดยเล่าปี่ได้ยกเมืองเสียวพ่ายให้ลิโป้ไปดูแล

ทำไมเล่าปี่ถึงรับลิโป้มาอยู่ด้วย เขาคงคิดว่าตนเองน่าจะควบคุมคนอย่างลิโป้ได้และเสียวพ่ายที่ให้ลิโป้ดูแลนั้นก็เป็นเมืองหน้าด่านของชีจิ๋ว การที่ส่งลิโป้ไปก็เพื่อให้ไปเป็นกันชนกับโจโฉที่ครองกุนจิ๋วซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมากนักได้ หากแต่กันชนอันนี้มันดันทรยศอย่างรวดเร็วกว่าที่เล่าปี่คาดคิดไว้

เล่าปี่ต้องนำทัพไปรบกับอ้วนสุด จึงฝากเมืองชีจิ๋วให้เตียวหุยดูแล ซึ่งเตียวหุยก็ดันเมาเหล้า จนลิโป้ฉวยโอกาสนั้นดอดเข้ายึดเมืองชีจิ๋ว เตียวหุยได้แต่หนีมาแจ้งข่าวแก่เล่าปี่แนวหน้าโดยทิ้งครอบครัวของเล่าปี่ไว้

การผิดพลาดของเตียวหุยในครั้งนี้ทำให้กวนอูโกรธจนคิดจะฆ่าซะเพื่อลงโทษ แต่เล่าปี่ห้ามไว้และบอกว่า "ครอบครัวเหมือนเสื้อผ้า แต่พี่น้องเหมือนแขนขา" หมายถึงครอบครัวจะหาเมื่อใดก็ได้ แต่พี่น้องไม่อาจหาใหม่ได้อีก

ผมไม่รู้นะว่ามาตรฐานแนวคิดของคนในสมัยกลียุคเช่นสามก๊กกับยุคปัจจุบันจะเหมือนๆกันไหม คนในยุคสงครามจะไม่ยึดติดกับครอบครัวของตนจริงหรือ เหตุผลนั้นมีว่าในยุคสงครามอะไรก็เกิดขึ้นได้ ความตายถือเป็นเรื่องปกติในทุกๆวัน ดังนั้นการเอาตัวเองให้รอดโดยทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลังจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเลี่ยง

ถ้าในเรื่องการคิดสร้างครอบครัวล่ะก็อาจใช่ ว่าคนในยุคนั้นโดยเฉพาะเหล่านักรบที่มีความเข้มงวดในตนเองมักจะไม่สนผู้หญิง ตัวอย่างมีให้ดูเช่นจูล่ง เตียวเลี้ยว เคาทู นักรบพวกนี้เห็นผลงาน ชื่อเสียงและการทำงานรับใช้นายมาก่อนที่จะมาหาผู้หญิงเพื่อสร้างครอบครัว แต่กรณีเรื่องการทิ้งครอบครัวของตนมันผิดกัน ไม่ว่าจะยุคใดผมเชื่อว่าผู้ที่เป็นผู้นำ นักรบ ไม่สิ คนที่เป็นลูกผู้ชาย จะต้องไม่ทอดทิ้งครอบครัวของตนเอง ต้องไม่ทิ้งผู้หญิงหรือเด็กไว้ข้างหลังเพื่อเอาตัวเองให้รอเด็ดขาด

แต่เล่าปี่กลับทิ้งครอบครัวไว้ พอจะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องสุดวิสัยเพราะเป็นความผิดพลาดของเตียวหุย แต่การพูดจาที่แสดงแนวคิดในเรื่องนี้มันบ่งบอกอยู่แล้วว่าเล่าปี่มีแนวในคิดเรื่องนี้แบบไหน และเรื่องราวในภายหลังมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นรอยด่างในประวัติของเล่าปี่ที่ไม่อาจเปลี่ยนได้

เล่าปี่ไม่มีทางเลือก ต้องยกทัพกลับชีจิ๋ว โดยคราวนี้เจ้าบ้านกลับกลายเป็นแขก ลิโป้อ้างว่าที่ตนเข้าทำการยึดชีจิ๋วเป็นเพราะต้องการเข้ามาคุมสถานการณ์ในเมือง แน่นอนว่ามันแค่ข้ออ้าง ตัวเล่าปี่เองก็ขอเลือกไปยู่ที่เสียวพ่ายแทน

เมื่อไปอยู่เสียวพ่ายแล้ว อ้วนสุดก็ยกทัพมาหมายจะจัดการเล่าปี่ แต่ลิโป้ออกตัวช่วยไกล่เกลี่ยให้ อ้วนสุดจึงยอมถอยทัพ ลิโป้จึงทำตัวเหมือนว่าเล่าปี่ติดค้างบุญคุณ ทั้งที่ว่ากันตามตรงแล้ว ลิโป้ต่างหากที่ติดค้างเล่าปี่เรื่องที่ชิงเมืองชีจิ๋ว

เล่าปี่ก็คิดว่าหากปล่อยแบบนี้คงไม่ดีนัก จึงตัดสินใจส่งสารไปหาโจโฉเพื่อขอเป็นมิตร เผอิญว่าคนของลิโป้ดักจับคนนำสารได้ เมื่อรู้ว่าเล่าปี่ส่งสารให้โจโฉก็โกรธจึงยกทัพเข้าตีเล่าปี่จนสุดท้ายเล่าปี่ต้องแตกพ่ายไปหาโจโฉ

โจโฉต้อนรับเล่าปี่อย่างดี และเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะเข้ายึดชีจิ๋ว จึงนำกองทัพเข้ามาแทรกแซงและรุกจนลิโป้ต้องถอยร่นเข้าไปตั่งมั่นในเมืองชีจิ๋ว

อันที่จริงลิโป้ก็พอจะสู้กับทัพของโจโฉได้ หากแต่ในทัพของลิโป้เองกลับมีไส้ศึก นั่นคือพ่อลูกตันกุ๋ย ตันเต๋ง รวมกับสังขารของลิโป้ที่โรยราลง ความฮึกเหิมในการทำศึกลดลง จึงรบแพ้และได้แต่ตั้งทัพปักหลักอยู่ในเมือง

สุดท้ายโจโฉใช้การถล่มเขื่อนกั้นน้ำทำให้น้ำท่วมเมืองชีจิ๋ว และสามารถจับลิโป้ได้ ตอนแรกโจโฉตั้งใจว่าจะเก็บไว้ใช้งาน แต่เล่าปี่ยุให้ฆ่าเสีย โดยอ้างว่าคนเช่นนี้หากเก็บไว้ก็มีแต่จะเนรคุณคน สุดท้ายลิโป้จึงต้องตายลง

ลิโป้จะเลวยังไง ครั้งหนึ่งก็เคยช่วยชีวิตเล่าปี่ไว้เมื่อตอนที่อ้วนสุดยกทัพมาประชิดเมืองเสียวพ่าย ลิโป้เคยใช้ฝีมือการยิงธนูช่วยชีวิตเล่าปี่และทำให้ทัพของอ้วนสุดถอยกลับมาแล้ว ดังนั้นจะอย่างไรก็ตาม ในฐานะน้ำใจนักรบเล่าปี่ทำถูกหรือ

จริงๆแล้วมันจะเป็นเรื่องธรรมดาไปเลย ถ้าหากว่าเล่าปี่ตัวจริงเป็นบุคคลธรรมดาที่มีอารมณ์โกรธเกลียดเช่นคนทั่วไป เพราะการกระทำที่มีความโหดเหี้ยมแฝงอยู่นี้คือสิ่งที่โจโฉหรือซุนกวนเองก็ทำ แต่เพราะเล่าปี่มีภาพพจน์ของผู้ทรงคุณธรรมที่หลอก้วนจงหรือเหมาจงกังสร้างไว้ ดังนั้นการกระทำที่ดูมีเบื้องหลังแฝงไว้หลายอย่างที่ทำให้เล่าปี่กลายเป็นคนเลวเช่นคนทั่วไปจึงมักถูกละเลย แม้จะพูดถึงไว้บ้างแต่ก็ไม่ชัดเจน

สรุปแล้ว การยุให้ฆ่าลิโป้ของเล่าปี่เป็นเรื่องธรรมดาตามประสาคนที่เคียดแค้นในตัวลิโป้ แต่เพราะนิยายสร้างเล่าปี่ไว้จนสูงเกินไป บางคนเลยประณามความไร้น้ำใจของเล่าปี่ซะเสียหาย รวมไปถึงเหตุการณ์อีกมากมายต่อจากนี้ ซึ่งถ้ามองว่าเล่าปี่ก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งหรือผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการจะทำเป้าหมายของตนให้สำเร็จแล้ว เรื่องนี้และอีกหลายเรื่องที่จะเกิดขึ้น เราไม่อาจตำหนิเล่าปี่ได้เต็มปาก

หลังจากนั้นเมืองชีจิ๋วก็กลายเป็นของโจโฉ และเล่าปี่ก็ต้องเข้าไปอยู่ใต้สังกัดของโจโฉไป โดยโจโฉเป็นผู้ช่วยให้เล่าปี่ได้โอกาสเข้าเฝ้าฮ่องเต้และได้ดำรงตำแหน่งพระเจ้าอารวมกับตำแหน่งแม่ทัพฝ่ายซ้าย แต่ก็มีแค่ตำแหน่งไม่ได้มีอำนาจควบคุมทหารอย่างแท้จริง

เล่าปี่แม้จะกลายเป็นลูกน้องของโจโฉแต่ตัวเขาก็ไม่เคยคิดภักดีและต้องการจะแยกตัวออกมาตลอดเวลา

ว่ากันว่าคนอย่างเล่าปี่ไม่อาจอยู่ใต้ใครได้ คำพูดนี้ก็จริง เพราะเล่าปี่มีความทะยานอยากและต้องการช่วงชิงแผ่นดิน ดังนั้นจึงไม่อาจอยู่ร่วมกับใครได้ โดยเฉพาะกับโจโฉซึ่งต้องการช่วงชิงแผ่นดินเช่นกัน

การชูธงฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น และการอ้างตัวเป็นพระญาติ เหล่านี้ก็แค่เครื่องมือในการชิงแผ่นดินของเล่าปี่เท่านั้น ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ หากแต่วิธีนี้เหมาะสมกับตัวของเล่าปี่มากที่สุด

เล่าปี่อยู่กับโจโฉไปนานวัน ช่วงนั้นเขาใช้ชีวิตให้หมดไปกับการปลูกผัก ดูแลสวน จนกวนอูเองยังอดทักขึ้นมาไม่ได้ว่าเล่าปี่หมดไฟแล้ว แต่ตัวเล่าปี่นั้นเป็นนักการเมืองชั้นยอด เขาต้องการสร้างภาพให้โจโฉเห็นว่าตนเองหมดความทะเยอทะยานที่จะทำการใหญ่แล้ว

โจโฉเองก็ประมาทเล่าปี่ คิดว่าหมดพิษสงจริงๆดังนั้นเมื่อเล่าปี่ขอกำลังทหารไปเพื่อปราบอ้วนสุด โจโฉจึงให้ไปอย่างง่ายดาย

เล่าปี่เมื่อได้กำลังทหารมาก็ยกทัพจากมาอย่างรวดเร็ว จนกวนอูอดถามไม่ได้ว่าทำไมต้องรีบนัก ซึ่งเล่าปี่ก็บอกในทำนองว่าที่ผ่านมาตนถูกขังเหมือนนกในกรงไม่อาจทำอะไรได้ บัดนี้เขาปล่อยออกมาแล้วก็ไม่คิดจะกลับไปอีก เรียกว่างานนี้แม้แต่โจโฉก็ยังเสียรู้เล่าปี่

เล่าปี่นำทัพจะไปรบกับอ้วนสุด แต่อ้วนสุดก็ป่วยตายไปก่อนเล่าปี่จึงนำกองทัพไปเข้ายึดเมืองชีจิ๋วซึ่งตอนนั้นเป็นของโจโฉกลับคืนมา ซึ่งนั่นเท่ากับทรยศต่อโจโฉและเป็นการประกาศว่าจะไม่อยู่ร่วมโลกกับโจโฉอีกต่อไป

โจโฉถ้าจะเล่นใครเอาถึงตายซะด้วย ดังนั้นเมื่อเล่าปี่ประกาศตนไม่อยู่ร่วมโลกกับโจโฉแล้ว โจโฉก็นำกองทัพเข้าบดขยี้เล่าปี่ทันที ซึ่งทัพของเล่าปี่นั้นความจริงแล้วเป็นทหารที่โจโฉให้มา ดังนั้นจึงยอมเปิดเมืองชีจิ๋วให้อย่างง่ายดาย โดยเล่าปี่และเตียวหุยนั้นต่างก็ต้องถูกทัพของโจโฉรุกไล่จนหนีเตลิดไป กวนอูซึ่งมีหน้าที่พิทักษ์ครอบครัวของเล่าปี่นั้นก็ได้แต่พาเมียทั้งสองของเล่าปี่หนี จนเมื่อจนมุมจึงต้องยอมจำนนต่อโจโฉเพื่อรักษาชีวิตของฮูหยินทั้งสองไว้

เล่าปี่เมื่อหนีมาได้ก็ไปพึ่งพิงอ้วนเสี้ยวซึ่งครอบครองแดนกิจิ๋วทางตอนเหนือ อ้วนเสี้ยวคนนี้เดิมทีก็มีบัญชีกับเล่าปี่เล็กน้อย เพราะสมัยก่อนเล่าปี่เคยช่วยกองซุนจ้านให้รอดจากอ้วนเสี้ยวมาได้ และอ้วนเสี้ยวก็เป็นผู้ทำลายทัพของกองซุนจ้านจนพินาศ ซึ่งกองซุนจ้านนี้เป็นเพื่อนของเล่าปี่ซะด้วย แต่ถ้าไม่พึ่งอ้วนเสี้ยวก็ไม่รู้จะไปพึ่งใคร

อ้วนเสี้ยวเห็นความสำคัญของเล่าปี่ที่เป็นเชื้อพระวงศ์และเป็นพระเจ้าอา นอกจากนี้มีข่าวลือว่าสมัยที่เล่าปี่เคยไปอยู่กับโจโฉและได้โอกาสเข้าเฝ้าฮ่องเต้นั้น เขาได้รับเข็มขัดซึ่งซ่อนพระราชโองการเลือดของฮ่องเต้ที่สั่งให้สังหารโจโฉ

เรื่องพระราชโองการคงเป็นเรื่องจริง เพราะเมื่อเล่าปี่หนีมาจากโจโฉแล้ว โจโฉได้สั่งให้มีการไต่สวนผู้ยุยงฮ่องเต้และสุดท้ายงานนี้ก็ได้มีการประหารขุนนางชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์ไปหลายคน จนเรื่องนี้เป็นรอยด่างให้เหล่าบัณฑิตและผู้ใกล้ชิดของราชสำนักประนามความโหดของโจโฉ

เมื่อรับเล่าปี่มาแล้ว อ้วนเสี้ยวก็มอบตำแหน่งทางทหารให้รวมไปถึงกำลังทหารให้จำนวนหนึ่งเพื่อเป็นทัพหน้าไปรบกับโจโฉ ซึ่งในศึกนี้งันเหลียงทหารเอกของอ้วนเสี้ยวนำทัพไปเป็นทัพหน้าด้วยและได้เข้าต่อสู้กับทัพของโจโฉและเล่งงานแม่ทัพที่เก่งกาจของโจโฉจนพ่ายไปหลายคน โจโฉจึงส่งแม่ทัพคนใหม่ออกมาต่อสู้ซึ่งมีนามว่ากวนอู!!!

งันเหลียงสิ้นชื่อภายใต้คมง้าวนิลนาคะของกวนอูในไม่กี่กระบวนท่าซึ่งบางฉบับว่ากระบวนเดียวด้วยซ้ำ แถมในคราวต่อมายังสังหารบุนทิวนายทหารเอกอีกคน แต่ประวัติศาสตร์ว่าคนที่จัดการบุนทิวคือโจโฉที่ใช้กลศึกเล่นงาน

เล่าปี่เมื่อรู้ว่ากวนอูไปอยู่กับโจโฉก็ตกใจมาก และเมื่อกลับเข้าค่ายอ้วนเสี้ยวก็แทบจะสั่งประหารเล่าปี่เพราะใครๆก็รู้ว่ากวนอูนั้นเป็นน้องร่วมสาบานและเป็นทหารเอกของเล่าปี่ แต่นี่กลับไปอยู่ฝ่ายโจโฉและยังสังหารงันเหลียง บุนทิวเสียอีก ซึ่งเล่าปี่ก็เกือบสิ้นชื่อยังดีที่อาศัยไม้ตายก้นหีบคือวิชาน้ำตาด้วยการร้องไห้พร่ำพรรณนาและใช้คำพูดจาที่อ่อนหวานราวกับน้ำผึ้งพลิกสถานการณ์เอาตัวรอดมาได้ ซึ่งนับว่าเล่าปี่ไม่ธรรมดาจริงๆในการเอาตัวรอดมาได้ในสถานการณ์เช่นนั้น ทั้งที่ตังเองก็ไม่ได้เป็นคนสำคัญหรือทำผลงานอะไรให้อ้วนเสี้ยวเลย

ถึงจะรอดตายแต่เล่าปี่ก็รู้ว่าขืนอยู่ต่อไปอาจหัวหลุด ดังนั้นจึงหาทางผละหนีจากอ้วนเสี้ยว ซึ่งประกอบกับกวนอูได้ผละจากโจโฉมาเช่นกัน และจากนั้นทั้งคู่ก็พากันหนีลงใต้เพื่อจะมาที่เมืองเกาเซียซึ่งเตียวหุยได้เข้าไปยึดเอาไว้ก่อนและระหว่างทางนั่นเองก็ได้พบกับจูล่งอีกครั้งและอัศวินผู้ขี่ม้าขาวไร้พ่ายคนนี้ก็ขอสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่

อ้อ ระหว่างนั้นเล่าปี่ยังรับเอาเล่าฮองมาเป็นบุตรบุญธรรมซึ่งค่อนข้างจะค้านสายตาของกวนอู ทำให้เรื่องราวนี้มีผลต่อเนื่องไปในภายหลังและเป็นหนึ่งในสาเหตุการตายของกวนอูด้วยเนื่องจากกวนอูมองว่าเล่าฮองเป็นคนนอก หากรับมาเป็นบุตรบุญธรรมแล้วเมื่อเล่าปี่มีบุตรจริงๆ จะเกิดเป็นปัญหาได้ แต่เล่าปี่ก็บอกว่าไม่เป็นไร ซึ่งการที่กวนอูพูดเช่นนี้อาจทำให้เล่าฮองไม่ค่อยจะชอบใจกวนอูนักและเกิดเป็นเรื่องราวในภายหลัง

เล่าปี่เมื่อตั้งหลักใหม่แล้ว ก็ยังไม่ล้มเลิกที่จะสู้กับโจโฉ อันนี้ต้องชมจิตใจของเล่าปี่ที่แน่วแน่จริงๆ รู้ทั้งรู้ว่าเสียเปรียบทุกอย่างก็ยังเลือกที่จะสู้และเข้าร่วมชิงแผ่นดินซึ่งหากเป็นคนอื่นก็คงจะท้อแท้ทอดอาลัยไปแล้ว

เล่าปี่ตัดสินใจลงใต้ไปขอพึ่งพาเล่าเปียวผู้ครองเกงจิ๋วอันยิ่งใหญ่และกว้างขวาง ตัวเล่าเปียวนั้นมีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นเจ้าเมืองใจกว้างที่ชอบช่วยเหลือผู้ตกยากโดยเฉพาะกับเหล่านักปราชญ์ซึ่งตัวเขาเองก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่ง 8 เมธีแห่งกังแฮ

เล่าเปียวให้ความช่วยเหลือเล่าปี่เพราะเห็นว่าเป็นคนแซ่เดียวกันและนับเล่าปี่เป็นเหมือนน้อง โดยเขามอบกำลังทหารให้เล่าปี่ส่วนหนึ่งและตั้งให้เล่าปี่ไปเป็นเจ้าเมืองซินเอี๋ยเพื่อคอยป้องกันการรุกรานจากโจโฉที่เพิ่งรบชนะอ้วนเสี้ยวและกำลังครองความเป็นใหญ่ในภาคกลาง

เล่าปี่เห็นว่าช่วงนั้นโจโฉกำลังไล่รุกขึ้นเหนือเพื่อถอนรากของตระกูลอ้วน ดังนั้นจึงเสนอแผนการต่อเล่าเปียวให้ฉวยโอกาสนี้รุกตีตลบหลังโจโฉ

แต่เล่าเปียวนั้นแม้จะเป็นเจ้าเมืองใหญ่กลับเป็นคนที่ไม่เด็ดขาด เขาเกรงโจโฉจะรุกรานแต่ก็ไม่กล้าเป็นศัตรูด้วย จึงไม่รับข้อเสนอของเล่าปี่ ดังนั้นเล่าปี่จึงได้แต่ใช้ชีวิตอย่างสงบที่เกงจิ๋วไปวันๆเป็นเวลาเกือบ 7 ปี นับตั้งแต่ที่เขามาอยู่กับเล่าเปียวแต่ก็ไม่ถึงกับสงบมากนัก เพราะชัวมอและชัวฮูหยินน้องเขยและภรรยารองของเล่าเปียวนั้นมองว่าเล่าปี่อาจจะเข้ามาแย่งอำนาจการปกครองเกงจิ๋วในอนาคตจึงหาทางที่จะกำจัดเขาทิ้ง เพราะประวัติของเล่าปี่ที่ผ่านมาไม่ว่าจะอยู่กับใครได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า "เข้าแก๊งไหนหัวหน้าตายหมด" เขาจึงใช้ความระแวดระวังในการอยู่ที่นี่พอสมควร

จนเข้าช่วงปีค.ศ.207 ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิตของเล่าปี่ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฐานะของเขาพลิกเปลี่ยนไปในภายหลังเมื่อเขาได้พบกับซินแสผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่าสุมาเต๊กโช

ติดตามครึ่งชีวิตหลังของเล่าปี่ในตอนต่อไป.....

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น