วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ประวัติ ลิโป้ เฟยเสียง

ประวัติ ลิโป้ เฟยเสียง
ยอดคนต้องลิโป้ ยอดอาชาต้องเซ็กเธาว์
ลิโป้ ชื่อรอง เฟยเสียง ปีเกิดไม่แน่ชัดแต่คาดว่าน่าจะเป็นช่วงปี ค.ศ.156-160 เป็นชาวเมืองอู่เหยียน มณฑลซานซี ถิ่นเกิดของลิโป้นั่นอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน ซึ่งบรรดานักรบชื่อดังในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายคนที่มีความเก่งกาจในการบบนหลังม้านั้น ต่างก็มีถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งในยุคสามก๊กนั้นเหล่าผู้กล้าที่ยอดนักรบบนหลังม้านั้นก็มี จูล่ง ม้าเฉียว เตียวเลี้ยว ฯลฯ
นั่นเป็นเพราะก่อนยุคสามก๊กนั้น แถบตอนเหนือของประเทศจีนรวมถึงบริเวณนอกกำแพงเมืองจีนขึ้นไปนั้น เป็นดินแดนของเหล่านักรบบนหลังม้ามากว่าหลายร้อยปี คนจีนส่วนในแถบนี้ส่วนมากมักจะเป็นลูกผสมระหว่างจีนแท้กับนอกด่าน ด้วยเหตุนี้จึงสืบทอดเอาความสามารถการรบบนหลังม้าของพวกนอกด่านมาด้วย ซึ่งการที่ลิโป้เองก็เกิดมาโดยมีสายเลือดแห่งนักรบบนหลังม้าติดตัวมาแต่กำเนิด ทำให้ภายหลังนั้น ชื่อของเขาก็ได้รับการยกย่องในฐานะนักรบอันดับหนึ่งของยุค
ช่วงวัยหนุ่มของลิโป้นั้นมีประวัติไม่แน่ชัด ทราบเพียงว่าเมื่อตอนที่เป็นหนุ่มฉกรรจ์นั้น เขาก็ได้เป็นยอดฝีมือในเชิงยุทธ์ที่เก่งกาจเหนือผู้คน เก่งครบเครื่องทั้งการขี่ม้า การใช้เพลงอาวุธ และการยิงธนู จนถูกขนานนามว่านักรบบิน เหตุนี้ทำให้เขาได้รับการอุปถัมภ์จากเต็งหงวนซึ่งเป็นเจ้าเมืองเป็งจิ๋ โดยเต็งหงวนนั้นชื่นชอบในฝีมือการรบของลิโป้มาก โดยให้เขาเป็นองครักษ์ประจำตัวและถึงกับรับเป็นบุตรบุญธรรมด้วย
และในปี ค.ศ.189 ได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในประวัติศาสตร์จีน
หลังจากที่เหล่าโจรโพกผ้าเหลืองได้ถูกปราบปรามไปเป็นเวลา 4 ปีกว่าๆ ภายในเมืองหลวงได้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้น ซึ่งเรื่องก่อนหน้านั้นมันไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับลิโป้นัก แต่มันเกี่ยวข้องกับชายผู้โหดเหี้ยมผู้หนึ่ง ซึ่งจะมีชื่อเสียงเหม็นโฉ่วในประวัติศาสตร์จีนไปอีกหลายพันปี ซึ่งเขาผู้นี้เป็นผู้ที่ทำให้ลิโป้ได้โอกาสแสดงฝีมือในการรบจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน
เรื่องคือ ในปี ค.ศ. 189 พระเจ้าฮั่นเลนเต้สิ้นพระชนม์ลงด้วยอายุ 34 ปี โดยทิ้งโอรสที่ยังมีพระชนม์น้อยไว้ 2 คนนั่นคือรัชทายาทเล่าเปียนกับองค์ชายรองเล่าเหี้ยนหรือโดยตำแหน่งก็คือตันหลิวอ๋อง
จากนั้นรัชทายาทเล่าเปียนจึงได้ขึ้นครองบัลลังก์ต่อมาทั้งที่ด้อยสติปัญญา โดยมีพระนางโฮไทเฮากับโฮจิ๋นพี่ชายซึ่งได้เป็นสมุหกลาโหม เป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริง
การนี้ทำให้ 10 ขันทีผู้เคยกุมอำนาจการปกครองในสมัยของพระเจ้าเลนเต้นั้น ต้องหาทางทำอะไรซักอย่างเพื่อเรียกเอาอำนาจของตัวเองกลับมาและรักษาชีวิตไว้ เพราะโฮจิ๋นนั้นต้องการที่จะกำจัดเหล่าขันทีและกุมอำนาจเองมานานแล้ว
แต่ 10 ขันทีก็ชิงลงมือก่อน ด้วยการลวงโฮจิ๋นเข้าวังยามวิกาลแล้วรุมฆ่าทิ้ง อ้วนเสี้ยวซึ่งเป็นคนสนิทของโฮจิ๋นจึงนำกำลังทหารเข้าวังแล้วกวาดล้างเหล่าขันทีทั้งหมด
อันที่จริงอ้วนเสี้ยวน่าที่จะกุมสถานการณ์ทั้งหมดได้ แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะก่อนที่จะเกิดการกวาดล้าง ฮ่องเต้และน้องชายคือตันหลิวอ๋องได้เสด็จหนีออกนอกเมืองหลวงมาก่อนและได้พบกับตั๋งโต๊ะเจ้าเมืองเสเหลียง ที่นำกำลังทหารมาเพื่อยุติความวุ่นวายพอดี
เกี่ยวกับการที่ตั๋งโต๊ะได้โอกาสมาที่เมืองหลวงนั้น ต้องขอบอกว่าเป็นเพราะความเบาปัญญาของโฮจิ๋น
โฮจิ๋นคิดที่จะกำจัด 10 ขันที แต่กลับทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งการที่จะสังหารเหล่าขันทีพวกนี้นั้น หากเป็นช่วงที่พระเจ้าเลนเต้ยังมีพระชนม์ชีพอยู่คงจะทำได้ลำบาก เพราะในตอนนั้นพวกขันทีเป็นกลุ่มที่กุมอำนาจในราชสำนักไว้ แต่เมื่อสิ้นพระเจ้าเลนเต้แล้ว ผู้ที่ขึ้นมากุมอำนาจก็คือโฮจิ๋นและโฮไทเฮาผู้เป็นน้องสาวและเป็นแม่ของฮ่องเต้องค์ใหม่
โฮจิ๋นหมายจะกำจัด 10 ขันที แต่ติดตรงที่พระนางโฮไทเฮาออกมาปกป้องซึ่งสาเหตุคงเป็นเพราะเตียวเหยียงหัวหน้า 10 ขันทีนั้นได้อาศัยฝีปากในการอ้อนวอนและประจบประแจงจนสามารถรักษาชีวิตพวกตนเองไว้ได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม อำนาจในการบัญชากำลังทหารก็อยู่ในมือโฮจิ๋น นั่นเท่ากับว่าถ้าอยากจะกำจัด 10 ขันที มันไม่ใช่เรื่องยากเลย รอเพียงโอกาสเหมาะๆจะออกประกาศความผิดของ 10 ขันทีอย่างเป็นทางการหรือจะหาเรื่องเนรเทศจนถึงส่งมือสังหารเข้าไปเมื่อไหร่ก็ทำได้ ในเมื่อพวกตนเป็นผู้กุมอำนาจแล้ว
แต่โฮจิ๋นกลับเลือกวิธีที่ไม่ควรทำที่สุด นั่นคือการประกาศออกมาว่าต้องการสังหารเหล่าขันที และเรียกระดมเหล่าขุนศึกจากหัวเมืองเข้ามาเมืองหลวง ซึ่งตั๋งโต๊ะเองก็เป็นเจ้าเมืองเสเหลียงที่กุมกำลังทหารนับแสน เขาจึงเป็นคนหนึ่งที่ได้รับหมายเรียกให้เข้าเมืองหลวงเพื่อปราบปรามเหล่าขันที โดยที่ตั๋งโต๊ะนั้นรอโอกาสที่จะได้เข้ามายังส่วนกลางมานานแล้ว แถมคราวนี้มีคนมายื่นโอกาสให้และยังหาขออ้างอย่างการทำเพื่อความชอบธรรมของบ้านเมืองอีกด้วย ดังนั้นการกระทำของโฮจิ๋นครั้งนี้จึงเป็นการชักนำหายนะเข้ามาให้กับราชวงศ์ฮั่นอย่างที่ตัวเองก็ไม่ตั้งใจแท้ๆ
และการที่โฮจิ๋นทำแบบนี้เป็นการทำให้พวก 10 ขันทีนั้นได้ตั้งตัวและเท่ากับบีบให้พวกเขาต้องเลือกหนทางของหมาจนตรอก
หมาจนตรอกเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเพราะมันจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตนมีชีวิตรอดโดยไม่สนใจว่าจะต้องทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นและตนเองแค่ไหน
นี่จึงเป็นที่มาให้ 10 ขันทีแอบอ้างราชโองการเรียกโฮจิ๋นเข้ามาสังหาร และก่อเกิดเป็นการนองเลือดในวังหลวงเมื่ออ้วนเสี้ยวสั่งล้างบางพวกขันทีหลังจากนั้น
เมื่อตั๋งโต๊ะได้โอกาสทองมายังไม่คาดฝัน แถมยังได้เข้าพบฮ่องเต้ด้วย มีหรือที่คนเล่ห์ร้ายและทะเยอทะยานอย่างเขาจะไม่ฉวยโอกาสไว้
ตั๋งโต๊ะถือโอกาสทองนี้ นำเสด็จฮ่องเต้กลับเข้าเมือง และจากนั้นก็สังหารโฮไทเฮาและปลดฮ่องเต้ลงจากบังลังก์ โดยได้ยกเอาตันหลิวอ๋องผู้เป็นองค์ชายรองซึ่งมีสติปัญญาและบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นฮ่องเต้มากกว่าให้ขึ้นนั่งบัลลังก์แทน มีพระนามว่าพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้
ส่วนตั๋งโต๊ะนั้น เขาได้ตั้งตัวเองขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการและกุมอำนาจการปกครองเบ็ดเสร็จแถมยังยกตัวเป็นบิดาของฮ่องเต้ด้วย
เหล่าขุนนางต่างพยายามต่อต้าน แต่ตั๋งโต๊ะนั้นกุมกำลังทหารหลายแสนไว้ในมือ เหล่าขุนนางผู้ภักดีที่พูดต่อต้านจึงถูกเก็บไปทุกคน ในบรรดาขุนนางเหล่านั้น เต็งหงวนเป็นคนหนึ่งที่พูดด่าตั๋งโต๊ะ จนตั๋งโต๊ะโกรธและสั่งทหารให้จับตัวเขา
แต่ที่ข้างกายเต็งหงวนนั้นมีลิโป้เป็นองครักษ์ และได้แสดงฝีมือจัดการกับทหารเหล่านั้นจนหมด การปรากฏตัวครั้งแรกของลิโป้ในหนังสือสามก๊กนั้นก็คือครั้งนี้นั่นเอง
เมื่อตั๋งโต๊ะได้เห็นฝีมือในเชิงยุทธ์และพละกำลังอันมหาศาลของลิโป้แล้ว จึงรู้สึกชื่นชอบมาก ลิยูจึงเสนอแผนการที่จะดึงตัวลิโป้มาใช้งาน จึงได้ส่งลิซกซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับลิโป้ ให้ทำการเกลี้ยกล่อมลิโป้มาอยู่กับตนแทน โดยมอบเงินทองรวมถึงม้าเซ็กเธาว์ ซึ่งเป็นยอดอาชาให้เป็นของขวัญแก่ลิโป้
ลิโป้นั้นยอมรับของของขวัญเหล่านั้นและในที่สุดเขาก็ฆ่าเต็งหงวนแล้วมาอยู่กับตั๋งโต๊ะแทน ในฐานะของแม่ทัพคนสนิทและบุตรบุญธรรม
ตรงนี้จะเห็นได้ว่าหากลิโป้ไม่ทำตัวละโมบ หลงใหลในเงินทองและม้าศึก แต่หันมายึดมั่นในคุณธรรมและกำจัดตั๋งโต๊ะแทนล่ะก็ เขาคงจะได้รับการสรรเสริญในฐานะที่เป็นขุนศึกที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นและมีฝีมือเป็นอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินอย่างแท้จริง
ดังนั้นถึงแม้เขาจะมีฝีมือการรบเป็นอันดับหนึ่งในเวลานั้น แต่ผู้คนกลับไม่ได้ให้ความเคารพยกย่องเขาเหมือนกับกวนอูซึ่งเป็นนักรบหมายเลขหนึ่งคนต่อมา ก็เพราะเขาขาดซึ่งคุณธรรมที่นักรบควรจะยึดถือ
หลังจากได้มาอยู่กับตั๋งโต๊ะแล้ว ลิโป้ก็กลายเป็นขุนพลคนสนิทที่ขาดไม่ได้ และด้วยฝีมือการรบอันเก่งกาจเหมือนเทพสงครามนั้นก็ได้ทำให้ชื่อของเขาลือลั่นไปจนทั่วแผ่นดินในเวลาไม่นาน
ในปี ค.ศ.190 นั่นคือ 1 ปีต่อมา โจโฉซึ่งได้กลายเป็นสนิทของตั๋งโต๊ะ แต่จริงๆแล้วคิดต่อต้านนั้นได้อาสาเหล่าขุนนางที่คิดวางแผนลอบสังหารตั๋งโต๊ะ แอบเข้าไปลอบฆ่าตั๋งโต๊ะ แต่เขาทำไม่สำเร็จและได้หนีออกไปจากเมืองหลวง จากนั้นจึงปลอมแปลงพระราชโองการของฮ่องเต้เพื่อรวบรวมเหล่าขุนศึกทั่วแผ่นดินให้มาร่วมมือกันกำจัดตั๋งโต๊ะ
เหล่าขุนศึกทั่วแผ่นดินต่างตอบรับ และมีขุนศึกใหญ่ที่เป็นผู้สำเร็จราชการของมณฑลและเมืองต่างๆถึง 18 หัวเมืองเข้าร่วมในการนี้ ซึ่งขุนศึกใหญ่เหล่านั้นประกอบด้วย
ฮันฮก มณฑลกิจิ๋ว
ขงมอ มณฑลอิจิ๋ว
เล่าต้าย มณฑลกุนจิ๋ว
อองของ เมืองโห้ลาย
เตียวเมา เมืองตันลิว
เตียวโป้ เมืองตองกุ๋น
อ้วนอุ้ย เมืองซุนหยง
เปาสิ้น เมืองเจปัก
ขงเล่ง เมืองปักไฮ
เตียวเถียว เมืองก่องเล่ง
โตเกี๋ยม มณฑลชีจิ๋ว
ม้าเท้ง เมืองเสเหลียง
กองซุนจ้าน เมืองปักเป้ง
เตียวเอี้ยง เมืองเลียงตง
ซุนเกี๋ยน เมืองเตียงสา
อ้วนเสี้ยว เมืองปักไฮและแม่ทัพหลังอ้วนสุด
สุดท้ายคือโจโฉ เมืองตันลิว
กองทัพพันธมิตรจึงถือกำเนิดขึ้น โดยในที่ประชุมนั้นได้ยกให้อ้วนเสี้ยวซึ่งเป็นทายาทขุนนาง 4 สมัย ซึ่งมีอิทธิพลในราชสำนักและกำลังทหารเป็นของตัวเองจำนวนมากเป็นผู้นำ ส่วนโจโฉนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการประจำกองทัพ
การศึกในครั้งแรกๆของกองทัพพันธมิตรนั้นได้รับชัยชนะพอควร และในการศึกครั้งนี้ก็ได้สร้างชื่อให้กับวีรบุรุษไร้ชื่อหลายต่อหลายคนให้โด่งดังขึ้นมาได้ ยอดคนเหล่านั้นได้แก่
เล่าปี่ นายอำเภอเมืองผิงหยวน ซึ่งอยู่ในสังกัดกองทัพของกองซุนจ้าน และน้องร่วมสาบานอย่างกวนอู เตียวหุย ซึ่งยังมีตำแหน่งเพียงพลทหารธนู แต่กลับสร้างผลงานได้ โดยเฉพาะกวนอูนั้นสร้างผลงานใหญ่ด้วยการสังหารนายพลฮัวหยง ทหารเอกอีกคนของตั๋งโต๊ะได้ แต่กระนั้นกวนอูก็ไม่ได้รับรางวัลหรือตำแหน่งอะไร เพราะอ้วนเสี้ยวและแม่ทัพคนอื่นๆนั้นถือว่าเขาเป็นเพียงนายทหารยศต่ำต้อย ซึ่งมีเพียงโจโฉเท่านั้นที่ยอมรับนับถือพวกเขา
ซุนเกี๋ยน เจ้าเมืองเตียงสา ซึ่งเป็นยอดขุนศึกหนุ่มที่สืบสายเลือดมาจากเจ้าแห่งตำราพิชัยสงครามอย่างซุนวูนั้น ได้รับคำสั่งให้บุกตะลุยในอีกเส้นทางหนึ่ง และก็สามารถตีข้าศึกจนแตกพ่ายตลอดเส้นทางการเดินทัพ แต่ก็พลาดพลั้งในภายหลัง เนื่องจากอ้วนสุดน้องชายของอ้วนเสี้ยวซึ่งได้รับหน้าที่ให้เป็นกองส่งเสบียงนั้น ไม่ยอมส่งเสบียงให้ซุนเกี๋ยนเนื่องจากอิจฉาที่เขาสร้างผลงานได้มากจนเกินหน้าตนเอง
จะเห็นได้ว่ากองทัพพันธมิตรแทนที่จะสามัคคีกันรับศึก กลับชิงดีชิงเด่นและขัดขากันเอง นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้กองทัพพันธมิตรต้องล่มสลายในภายหลัง
กลับมาที่การศึกอีกครั้ง กองทัพพันธมิตรที่มีชัยเรื่อยมา ได้เข้าประชิดที่ด่านกิสุยก๋วน ซึ่งถือเป็นปราการด่านสุดท้าย หากตีที่นี่แตกก็จะสามารถเข้าสู่เมืองหลวงนครลกเอี๋ยง และสามารถจับกุมตั๋งโต๊ะได้
แต่ทัพพันธมิตรไม่อาจจะเดินหน้าไปได้มากกว่านี้อีก เพราะที่ด่านกิสุยก๋วนนี้ มียอดนักรบผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามแห่งยุคคอยพิทักษ์อยู่
ลิโป้ เฟยเสียง!
บรรดายอดนักรบที่ทัพพันธมิตรได้ส่งเข้าไปเพื่อรบกับลิโป้นั้น ต่างก็ต้องจบชีวิตลงกันเหมือนใบไม้ร่วง ภายในไม่กี่กระบวนท่า จนในกองทัพพันธมิตรต่างขยาดฝีมือของลิโป้กันหมด
ตอนนั้นเอง เตียวหุย เอ๊กเต็ก น้องร่วมสาบานของนายอำเภอเล่าปี่ ซึ่งมียศเพียงพลทหารธนูได้ขออาสาไปออกรบกับลิโป้เอง
การต่อสู้ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่รู้ผล กวนอูจึงเข้าไปรุมอีกคนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่อาจโค่นลิโป้ลงได้ สุดท้ายเล่าปี่จึงเข้าไปร่วมด้วยอีกคน
แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจเอาชีวิตของลิโป้ได้ ถึงแม้สุดท้ายลิโป้จะต้องยอมถอยก็ตาม แต่การที่ใช้ยอดฝีมือถึง 3 คนช่วยกันรุมและ 2 ใน 3 อย่างกวนอูและเตียวหุยนั้นยังได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมือที่ทรงพลังไม่เป็น 2 รองใครด้วย ก็ยังไม่อาจจะเอาชีวิตหรือจับตัวลิโป้ได้นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสุดยอดในเชิงยุทธ์ของลิโป้ได้เป็นอย่างดี
การศึกที่กิสุยก๋วนจบลงโดยที่ฝ่ายพันธมิตรยอมถอยกลับที่มั่นและไม่คิดจะรุกคืบต่อทั้งที่เป็นโอกาสอันดี เป็นการเปิดโอกาสให้ตั๋งโต๊ะได้ทำการเผาเมืองหลวงทิ้ง และย้ายเมืองหลวงหนีไปอยู่ที่เมืองเตียงฮัน โดยพาเอาฮ่องเต้เด็กไปด้วย
โจโฉเสนอให้รุกติดตามแต่เหล่าแม่ทัพแห่งกองทัพพันธมิตรนั้นล้วนขลาดเขลาไม่คิดจะติดตาม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้โจโฉไม่พอใจมาก และเมื่อเขาได้ลงมือตามข้าศึกไปเองนั้นก็ต้องพ่ายแพ้เพราะขาดการสนับสนุนจากพวกเดียวกัน ซึ่งนี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขาถอนตัวออกไปหลังจากที่พวกเล่าปี่ได้ถอนตัวไปก่อนหน้านี้พร้อมกับทัพของกองซุนจ้านแล้ว
ฝ่ายซุนเกี๋ยนซึ่งได้เข้าดูแลเมืองหลวงหลังจากถูกเผานั้น ก็ได้พยายามช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มกำลัง แต่เมื่อเขาได้ค้นพบตราหยกแห่งราชวงศ์ที่สาบสูญไปโดยบังเอิญ เขาก็เกิดความคิดที่จะตั้งตนเป็นใหญ่บ้าง และถอนทัพกลับสู่ภาคใต้
เมื่อคนเก่งมีฝีมือต่างถอนตัวไปหมด กองทัพพันธมิตรที่เหลือเพียงเหล่าแม่ทัพที่ใจโลเล และเอาแต่จะชิงดีกันเองนั้น ก็ต้องล่มสลายไปในที่สุด
ขอจบเรื่องของกองทัพพันธมิตรไว้เท่านี้ และขอย้อนกลับไปที่เรื่องของลิโป้อีกครั้ง
ตั๋งโต๊ะซึ่งย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เตียงฮันโดยพลการนั้น ยังคงความโหดเหี้ยมอยู่ต่อไปและนับวันจะมีแต่หนักขึ้นกว่าเดิม
ในขณะที่ยังคงมีการต่อต้านอยู่บ้างประปรายจากหัวเมืองโดยรอบทำให้ลิโป้ได้รับคำสั่งให้ออกปราบปราม และลิโป้ก็สามารถมีชัยต่อการศึกได้ทุกครั้งและถึงตอนนี้เขาก็ได้กลายเป็นแม่ทัพที่เป็นเสาหลักของตั๋งโต๊ะไปแล้ว
และในตอนนี้เองที่เกิดตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่าเป็นบุคคลที่ไม่ได้มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เพราะไม่ได้ถูกกล่าวถึงในสามก๊กฉบับของเฉินโซ่วและสามก๊กฉบับหลังจากนั้น แต่เกิดมาครั้งแรกจากปลายปากกาของหลอก้วนจง และเป็นที่รู้จักจนถึงทุกวันนี้ในฐานะของหนึ่งใน 4 สตรีผู้โด่งดังที่สุดและงดงามเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์จีน
นั่นคือในสถานการณ์ที่ราชวงศ์ฮั่นแทบจะสิ้นลมแล้วนั้น เสนาบดีอ้องอุ้นซึ่งเป็นผู้ภักดีคนหนึ่ง แต่จำต้องอยู่กับตั๋งโต๊ะนั้น ได้วางแผนการที่จะช่วยชาติขึ้นมาอย่างหนึ่ง นั่นคือแผนสาวงาม
โดยการใช้สาวงามเข้าล่อเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ของลิโป้และตั๋งโต๊ะที่มีความแน่นแฟ้นกันนั้นพังทลายลง
เล่าแบบคร่าวๆที่สุดคือ อ้องอุ้นนั้นมีนางกำนัลอยู่ 1 คนซึ่งมีความงามมากและยังมีความเชี่ยวชาญในการดนตรีและการร่ายรำ นางผู้นี้มีชื่อว่าเตียวเสี้ยน
เตียวเสี้ยนนั้นเป็นหญิงที่นอกจากจะเฉลียวฉลาดแล้วยังมีความเสียสละต่อชาติบ้านเมือง นางเป็นผู้ยอมเสนอให้อ้องอุ้นใช้ตัวเองสำหรับแผนการครั้งนี้
ขั้นแรกของแผนการคือ อ้องอุ้นนั้นได้ไปขอเข้าพบลิโป้และมอบหมวกทองคำให้เพื่อเป็นการซื้อใจลิโป้ จากนั้นจึงชวนลิโป้ไปทานข้าวที่จวนของตน
ลิโป้เป็นคนที่หลงไหลในทรัพย์ เขาจึงตกหลุมอย่างง่ายดาย และเมื่อไปตามคำชวนแล้ว อ้องอุ้นก็ได้หาโอกาสให้เตียวเสี้ยนได้ออกมาพบกับลิโป้
ด้วยความงามและกิริยาท่าทางอันอ้อนแอ้นของสาวสะคราญวัย 16 กว่าๆอย่างเตียวเสี้ยนนั้น ทำเอาลิโป้ถึงกับตาค้างและหลงไหลในทันที
อ้องอุ้นบอกกับลิโป้ว่าเตียวเสี้ยนนั้นเป็นบุตรสาวบุญธรรมของตน ซึ่งหากลิโป้ชอบเขาก็พร้อมที่จะยกให้ แน่นอนว่าลิโป้ดีใจมากและด้วยเหตุการณ์นี้อ้องอุ้นก็สามารถซื้อใจลิโป้ได้แล้ว
จากนั้นในวันต่อมาอ้องอุ้นก็ได้เชิญตั๋งโต๊ะมากินเลี้ยงที่จวนของตน และใช้ให้เตียวเสี้ยนออกแสดงการร่ายรำ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่มักมากในกามและนารีอย่างตั๋งโต๊ะก็ไม่พ้นที่จะหลงไหลกับความงามของเตียวเสี้ยนอีกคนหนึ่ง
อ้องอุ้นออกปากยกเตียวเสี้ยนให้กับตั๋งโต๊ะ ซึ่งแน่นอนว่าตั๋งโต๊ะต้องรับแน่และนำเอาตัวนางกลับเข้าวังในทันที
วันต่อมาเมื่อลิโป้จะมารับตัวเตียวเสี้ยนที่จวนของอ้องอุ้น อ้องอุ้นก็อ้างว่าตั๋งโต๊ะมารับนางไปก่อนแล้ว โดยที่มารับนั้นก็เพื่อที่จะยกให้กับลิโป้ในภายหลัง
ลิโป้หลงเชื่อสนิท แต่เมื่อกลับเข้าวังก็ต้องพบกับภาพบาดใจ เมื่อตั๋งโต๊ะกำลังกอดเตียวเสี้ยนไว้ในอ้อมแขน และตั๋งโต๊ะก็บอกต่อเขาว่านี่คือนางสนมคนใหม่ของตน
ลิโป้เจ็บแค้นตั๋งโต๊ะยิ่งนัก ครั้นจะโวยวายกับตั๋งโต๊ะก็ไม่กล้า จึงไปอาละวาดที่จวนอ้องอุ้น
แน่นอนอ้องอุ้นรีบอธิบายว่าตนไม่รู้เรื่องและยังตำหนิอีกว่าตั๋งโต๊ะนั้นทำแบบนี้เท่ากับไม่เห็นแก่เกียรติของลิโป้เลย
รวมกับท่าทีของลิโที่แสดงออกกับตั๋งโต๊ะเมื่อมีเตียวเสี้ยนอยู่ด้วยนั้น ทำให้ตั๋งโต๊ะเริ่มไม่พอใจลิโป้เท่าไหร่ นับจากนั้นความสัมพันธ์ของลิโป้และตั๋งโต๊ะก็ไม่เหมือนเดิมอีก
เมื่อความโกรธแค้น ความหึงหวง ความเจ็บใจ มันประดังมากๆ รวมกับการยุยงของอ้องอุ้น ในที่สุดลิโป้ก็ตัดสินใจที่จะสังหารตั๋งโต๊ะ
อ้องอุ้นได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้เพื่อให้ทรงมีราชโองการเรียกตัวตั๋งโต๊ะเข้าวังโดยบอกว่าจะยกบัลลังก์ให้ ซึ่งแน่นอนว่าตั๋งโต๊ะก็หลงเชื่อและเข้ามาตามที่อ้องอุ้นได้วางแผนไว้ จากนั้นก็อาศัยที่ตั๋งโต๊ะเข้ามาถึงพระราชทานเพียงลำพัง ลิโป้ก็ได้ลงมือสังหารตั๋งโต๊ะด้วยตนเอง
เมื่อสังหารตั๋งโต๊ะได้แล้วลิโป้ก็เอาเตียวเสี้ยนมาเป็นของตนและเขากับอ้องอุ้นก็เข้าควบคุมอำนาจในเมืองหลวงแต่ก็ได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น เพราะกองทัพของลิฉุยและกุยกีซึ่งเป็นลูกสมุนของตั๋งโต๊ะได้บุกเข้ามาในเมืองหลวง
ทหารของลิโป้นั้นมีน้อยกว่า และในที่สุดอ้องอุ้นก็ต้องจบชีวิตลงท่ามกลางความวุ่นวาย ส่วนลิโป้นั้นก็อาศัยความวุ่นวายนั้นหลบหนีออกมา
นับจากตรงนี้ไปแล้วในหนังสือสามก๊กไม่ได้มีการพูดถึงเตียวเสี้ยนอีกเลย
ในสามก๊กฉบับเฉินโซ่วนั้น กล่าวถึงความขัดแย้งของลิโป้กับตั๋งโต๊ะว่า ลิโป้กับตั๋งโต๊ะนั้นหมายปองสตรีคนเดียวกันทำให้เกิดความบาดหมางและอาจจะมีเรื่องของอำนาจด้วย ทำให้สุดท้ายแล้วลิโป้จึงได้เข้าร่วมกับอ้องอุ้นร่วมสังหารตั๋งโต๊ะ ซึ่งไม่ได้มีการพูดถึงชื่อของเตียวเสี้ยนเลย
ตัวเตียวเสี้ยนนั้นอาจจะมีหรือไม่มีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์ก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ ชื่อของเธอก็ได้กลายเป็นตัวแทนของหญิงสาวผู้ที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือชาติบ้านเมืองให้พ้นภัยในขณะที่เหล่านักรบชายชาตรีไม่อาจจะเทียบได้ และจะยังคงมีชื่อต่อไปตราบนับพันนับหมื่นปี
กลับมาที่เรื่องของลิโป้อีกครั้ง เมื่อหนีออกมาได้แล้วเขาก็ได้กลายเป็นแม่ทัพพเนจรที่นำกองกำลังของตนเดินทางไปเรื่อยๆ ไม่มีหลักแหล่ง และไม่ยอมมีใครช่วยรับไว้ เพราะคนอย่างเขานั้นเป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่าไร้ซึ่งคุณธรรมและสัจจะ การที่เขาสังหารพ่อบุญธรรมของตนถึง 2 คนก็น่าจะเป็นหลักฐานที่เพียงพออยู่แล้ว
นับแต่ตั๋งโต๊ะตายไปเวลาผ่านไปถึง 2 ปีเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายในแผ่นดิน เหล่าขุนศึกจำนวนมากต่างก็ก้าวขึ้นมาแย่งชิงความเป็นใหญ่โดยไม่ได้สนใจองค์ฮ่องเต้ที่ถูกพวกลิฉุยกุยกีคุมตัวอยู่ที่เมืองเตียงฮัน
โจโฉได้ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองกุนจิ๋วมีอำนาจปกครองถึง 3 หัวเมือง และกำลังยกทัพนับหมื่นบุกไปตีเอาเมืองชีจิ๋วของโตเกี๋ยมซึ่งฝ่ายโตเกี๋ยมนั้นได้เล่าปี่มาอาสาช่วยเหลือ
ลิโป้ได้ฉวยโอกาสนั้นนำกองทัพของตนเข้าตลบหลังและด้วยรับความช่วยเหลือจากตันก๋งและเตียวเมาซึ่งเคยเป็นคนของโจโฉแต่แปรพักตร์ ยึดเอาเมืองเอียนเสียมาได้
โจโฉนำกองทัพกลับมาและในเวลาไม่กี่เดือนก็สามารถยึดเอาเมืองที่เสียไปคืนมาได้และตีจนลิโป้จนแตกพ่ายไป
ลิโป้ที่พ่ายศึกกลายเป็นเสือไร้ถิ่น เมื่อไม่มีที่จะไปและทหารก็เหลือไม่มาก ด้วยคำแนะนำของตันก๋ง ทางเลือกที่เหลือคือการไปขอพึ่งพิงเล่าปี่ซึ่งได้รับสืบทอดเมืองชีจิ๋วมาจากโตเกี๋ยม
เล่าปี่เลี้ยงต้อนรับลิโป้เป็นอย่างดี และทางลิโป้นั้นได้อ้างว่าที่เล่าปี่สามารถได้ครองเมืองชีจิ๋วนั้น เป็นเพราะครั้งที่โจโฉนำทัพจะมาตีเมืองชีจิ๋วแล้วต้องถอนทัพกลับนั้น เป็นเพราะว่าตนได้เข้ายึดเมืองเอียนเสียของโจโฉได้ โจโฉจึงได้ละจากทางชีจิ๋วไป และเป็นเหตุให้เล่าปี่ได้เมืองชีจิ๋วมาในภายหลังโดยไม่ต้องรบ
ด้วยข้ออ้างนี้แม้กวนอูและเตียวหุยจะไม่พอใจ แต่มันก็เป็นความจริง เล่าปี่จึงได้รับลิโป้ไว้และยกเมืองเสียวพ่ายซึ่งเป็นเมืองในอาณัติไว้ให้เขาดูแล
แต่เสือย่อมเลี้ยงไม่เชื่อง ยิ่งเป็นเสือที่ชื่อว่าลิโป้ด้วยแล้ว
เล่าปี่ได้ข่าวว่าอ้วนสุดยกทัพหมายจะมาตีเอาชีจิ๋ว เล่าปี่จึงต้องนำทัพออกต้านโดยนำกวนอูไปด้วยแต่ทิ้งเตียวหุยไว้ให้เฝ้าเมือง
แต่เตียวหุยนั้นดื่มเหล้าจนเมามาย และได้เสียท่าให้ลิโป้ที่รอโอกาสอยู่แล้วร่วมมือวางแผนกับโจปา ขุนนางชีจิ๋วที่ไปเข้าฝ่ายลิโป้ นำกองกำลังเข้ายึดเมืองชีจิ๋วไว้ได้อย่างง่ายดาย
เตียวหุยที่หนีตายไปหาเล่าปี่ที่ตั้งทัพอยู่จึงได้รายงานเรื่องทั้งหมด เล่าปี่ซึ่งไม่อาจเคลื่อนทัพไปไหนได้เพราะมีทัพของอ้วนสุดตรึงไว้ จึงตัดสินใจนำทัพกลับชีจิ๋ว โดยมีทัพของอ้วนสุดตามติด แต่ลิโป้นั้นได้ช่วยคลี่คลายเรื่องให้ โดยท้าพนันกับอ้วนสุดว่าเขาสามารถยิงเกาทัณฑ์ถูกเสาธงบนกำแพงเมืองที่อยู่ห่างไกลมากได้ เขาก็ขอให้อ้วนสุดถอยทัพ เพราะขณะนั้นลิโป้ก็กำลังจะผูกมิตรกับอ้วนสุดด้วยการส่งลูกสาวให้แต่งงานกับลูกของอ้วนสุด ซึ่งแน่นอนว่าฝีมือระดับเทวดาของลิโป้นั้นย่อมไม่พลาดเป้า ทำให้อ้วนสุดต้องยอมถอนทัพกลับไป ด้วยเหตุนี้เล่าปี่จึงต้องติดหนี้บุญคุณต่อลิโป้ไป และยอมสวามิภักดิ์ต่อเขา ซึ่งคราวนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป ที่เรียกกันว่า เจ้าบ้านกลายเป็นแขก
ลิโป้สั่งให้เล่าปี่ไปอยู่เมืองเสียวพ่ายเหมือนครั้งที่เล่าปี่ได้สั่งให้ลิโป้ไปในครั้งแรก ซึ่งเมืองเสียวพ่ายนั้นขาดแคลนกำลังทหารและเสบียง ดังนั้นตัวเล่าปี่จึงไม่อาจทนรับสภาพได้และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจไปขอพึ่งพิงโจโฉเพื่อจะให้โจโฉช่วยตีเอาเมืองชีจิ๋วคืน
ลิโป้นั้นถือว่าโจโฉเป็นศัตรู และเมื่อรู้ว่าเล่าปี่ไปอยู่กับโจโฉจึงโกรธมาก รีบนำกองทัพไปตีกับโจโฉทันที
แต่ครานี้ทัพของโจโฉนั้นแข็งแกร่งกว่าเดิมมากรวมกับเขานั้นมีขุนศึกและที่ปรึกษามากมาย ทำให้ลิโป้ปราชัยต่อโจโฉครั้งแล้วครั้งเล่า
เวลานี้ชื่อของนักรบอันดับหนึ่งในแผ่นดินแทบจะไม่เหลืออีกแล้ว รวมกับตัวลิโป้นั้นไปหลงเชื่อแผนการที่สองพ่อลูกตันกุ๋ยและตันเต๋งซึ่งได้แอบสวามิภักดิ์โจโฉไปแล้ว
นั่นคือในการรบที่ชีจิ๋วนั้น แทนที่ลิโป้จะนำทัพออกมาประจันหน้ากับฝ่ายโจโฉอย่างตรงๆ เขากลับเลือกวิธีที่ไม่สมกับเป็นวิธีของยอกนักรบผู้กล้าอันดับหนึ่งอย่างการใช้แผนปิดเมือง
เขาเลือกที่จะปิดประตูเมืองทุกด้านและตั้งมั่นป้องกันอยู่แต่ในเมืองเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเขาในอดีตล่ะก็คงจะไม่ทำเช่นนี้แน่
อาจเพราะการรบที่เริ่มพ่ายแพ้ติดๆกัน รวมกับฝีมือในเชิงยุทธ์ที่ดูเหมือนจะถดถอยลงตามอายุที่มากขึ้น ไม่สิ อายุที่มากขึ้นไม่น่าจะเป็นอุปสรรค แต่ที่ถดถอยลงคือกำลังใจต่างหาก
ตันก๋งซึ่งเป็นคนสนิทที่ภักดีต่อเขาอย่างแท้จริงนั้น เขากลับไม่คิดใช้งานอีกแต่ไปเลือกใช้แผนการของ 2 พ่อลูกตันกุ๋ย ซึ่งได้แอบสวามิภักดิ์กับโจโฉแล้ว
เมื่อเอาแต่ปิดตัวเองอยู่ในเมืองก็เท่ากับรอเวลาแพ้ และคนฉลาดอย่างโจโฉก็เร่งเวลานั้นขึ้นมาอีกด้วยการใช้แผนทลายเขื่อนกั้นแม่น้ำจากแม่น้ำกิซุย ให้ท่วมเข้าไปในเมืองของลิโป้ เพียงเท่านี้ก็ทำลายกำลังขวัญทหารและเสบียงได้แล้ว
ว่ากันว่าการโจมตีเมืองที่ดีที่สุดคือการโจมตีทางใจ ซึ่งโจโฉโจมตีได้ตรงจุดจริงๆ
และในที่สุดเมื่อกำลังขวัญทหารตกต่ำถึงขีดสุด ลิโป้ซึ่งกำลังเผลอก็ถูกเฮาเชงและอุยสก ซึ่งเป็นนายทหารของตนเองจับเป็น และประตูเมืองชีจิ๋วก็ถูกเปิดออกทำให้ทหารของโจโฉเข้าเมืองได้อย่างง่ายดาย ในที่สุดขุนศึกผู้ยิ่งยงที่ได้ทำให้ทหารนับแสนต้องตกตะลึงเมื่อครั้งศึกที่กิสุยก๋วนก็ต้องสิ้นท่าและถูกประหารชีวิต
ในวาระสุดท้ายของลิโป้นั้น ผมมีความรู้สึกขัดใจอย่างหนึ่งว่าเขารักตัวกลัวตายเกินไป เพราะในวาระสุดท้ายนั้นเขาร้องขอชีวิตต่อโจโฉแทนที่จะยอมตายอย่างยอดนักรบ ซึ่งในหนังสือสามก๊กได้บรรยายตรงนี้ไว้ชัดเจน ในขณะที่เตียวเลี้ยวซึ่งเป็นขุนพลของลิโป้นั้นไม่กลัวตายและด่าว่าโจโฉอย่างรุนแรง โจโฉกลับเลือกที่จะไว้ชีวิต ส่วนหนึ่งเพราะเล่าปี่และกวนอูได้ทำการขอชีวิตไว้ อีกส่วนคือโจโฉเสียดายฝีมือเตียวเลี้ยว
ซึ่งกับลิโป้แล้ว โจโฉก็แสดงว่าคิดที่จะไว้ชีวิตลิโป้ เพราะเขาเสียดายในฝีมือการรบ แต่เล่าปี่ได้เสนอแนะให้ฆ่าเสีย โดยให้เหตุผลว่าคนไร้คุณธรรมเช่นนี้หากอยู่ไปก็จะมีแต่แว้งกัดผู้อื่น ซึ่งการที่เล่าปี่ยุให้โจโฉสังหารลิโป้นั้น อาจเพราะเล่าปี่ยังคงเจ็บแค้นลิโป้ที่ตลบหลังแย่งชีจิ๋วไปจากเขาก็เป็นได้ จึงอาศัยมือโจโฉเพื่อสังหารลิโป้ให้สิ้นลง
และในที่สุดลิโป้ก็ถูกประหารชีวิต
หากแม้นเขามีสติปัญญาและคุณธรรมมากกว่านี้สักเล็กน้อยจุดจบของเขาอาจไม่เป็นเช่นนี้ ซึ่งไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้กลายเป็นผู้นำก๊กที่ 4 ก็เป็นได้
เพราะหากเขามีคุณธรรมมากกว่านี้เจ้าเมืองและขุนศึกทั้งหลายย่อมล้วนแต่อยากจะร่วมมือกับเขา เพราะเขาเป็นสุดยอดนักรบไร้เทียมทานของยุคนั้น
แม้ว่าเขาจะสิ้นชีพเร็วเกินไป และชื่อเสียงของเขาจะเน่าเหม็นในฐานะของคนเนรคุณคนก็ตาม แต่ถึงกระนั้นหากถามว่าใครคือยอดนักรบผู้มีฝีมือเป็นอันดับหนึ่งแห่งยุคสามก๊กแล้วล่ะก็ ชื่อของลิโป้จะถูกล่าวถึงเป็นชื่อแรกอย่างแน่นอน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น